
โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาก เดี๋ยวก็มีโรคใหม่ ๆ แปลก ๆ เกิดขึ้นให้เราต้องสะพรึงกลัวกันอยู่เรื่อย ๆ เป็นอย่างนี้สาว ๆ หลายคนคงหวั่นกันไม่น้อยนะคะ เพราะถ้าไม่หมั่นเช็กสุขภาพประจำปี เราก็อาจจะไม่มีทางรู้เลยว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนโรคภัยอะไรอยู่หรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นคงดีกว่าถ้าเราจะมาเช็กสุขภาพด้วยตัวเองตามประสาสาวยุคใหม่ตามที่เว็บไชต์ เขาแนะนำมาว่าถ้า 5 จุดต่อไปนี้มีปัญหา นั่นก็แสดงว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยเราอยู่นะ

1. ประจำเดือน
ถ้าไม่ใช่ช่วงเวลาของประจำเดือน แต่คุณก็มักจะมีเลือดออกจากช่องคลอดอยู่ทุกวัน หรือวันเว้นวัน ก็สามารถอนุมานได้ว่าเกิดจากความเครียดสะสม แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าร่างกายกำลังร้องเตือนให้ระวังโรคมะเร็งปากมดลูก หรือโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพราะปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอยแบบนี้ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากมดลูกอยู่ผิดที่ ซึ่งถ้าเนื้อร้ายในมดลูกเริ่มรุกรานเนื้อเยื่อที่ใกล้เคียงกับช่องคลอด ก็จะพบว่าจะมีเลือดออกจากช่องคลอดทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเกิดขึ้นกับวัยหมดประจำเดือน รวมทั้งผู้หญิงที่มีรอบเดือนผิดปกติ อย่างเช่น มีรอบเดือนเร็วกว่าทุก 21 วัน และมีเลือดออกนอกรอบประจำเดือน เป็นต้นถ้าคุณมีอาการผิดปกติแบบนี้เกิดขึ้นก็อย่าเพิ่งตื่นตูมเกินเหตุไป แต่ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกที เพราะในหลายเคสที่มีเลือดออกในช่องคลอดกะปริบกะปรอยแบบนี้ก็อาจเกิดจากฮอร์โมนที่ผิดปกติในร่างกาย การกินยาคุมกำเนิดแบบผิด ๆ หรือความเครียดสะสมอย่างที่บอกเอาไว้ตั้งแต่ต้นและแพทย์ก็ยังแนะนำด้วยว่า อาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ เพียงแค่คุณดูแลตัวเองอย่างดี ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรกินยาที่โฆษณาว่าจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใสด้วย และผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือผู้หญิงโสดที่อายุเกิน 35 ปี ก็ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายในหาความเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูกด้วย แม้จะไม่เคยมีสัญญาณหรืออาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม

2. เล็บ
รอยเหลือง หรือรอยน้ำตาล และรอยดำที่เนื้อใต้เล็บก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน โดยแพทย์ผิวหนังก็อธิบายว่า เป็นความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อของโรคมะเร็ง ซึ่งข้อมูลที่น่าตกใจที่แพทย์ได้แจ้งเพิ่มเติมก็คือ ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ พบว่ามะเร็งผิวหนังเกิดกับผู้หญิงมากขึ้นด้วยล่ะดังนั้น หากคุณสังเกตเห็นเล็บของตัวเองมีความผิดปกติทำนองนี้เกิดขึ้นก็ควรต้องรีบไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้เขาตรวจหาสาเหตุและอาการที่ชัดเจนอีกครั้ง โดยถ้าพบว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง หรือเนื้องอกจริง จะได้หาทางรักษาเยียวยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะผลสำรวจได้ออกมาบอกว่า โรคมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง 98% เลยทีเดียว แต่ถ้าตรวจแล้วไม่พบโรคร้ายใด ๆ ก็ควรต้องดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้ดีด้วย อย่าตากแดดแรง ๆ นานเกินไป และควรปกป้องผิวจากแสงยูวีด้วยการทาครีมกันแดดด้วยทุกครั้ง

3. ผิว
ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีขนดก ผิวมัน มักจะเป็นสิวอยู่บ่อย ๆ และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็อาจจะแปลได้ว่าคุณมีภาวะ PCOS (Polycystic Ovarian Syndrome) หรือโรครังไข่ทำงานผิดปกติ ซึ่งร่างกายจะมีฮอร์โมนเพศชายอยู่เยอะ จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะขนดกที่บริเวณใบหน้า หน้าอก ท้องน้อย นิ้วมือและนิ้วเท้า ลักษณะอาการจะคล้าย ๆ เด็กผู้ชายวัยแตกหนุ่มนั่นเองและแพทย์ก็พบว่า ผู้หญิง 1 ใน 10 ที่มีภาวะ PCOS ก็อาจจะมีความเสี่ยงมีบุตรยาก น้ำหนักเกิน ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน เช่นเดียวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานอีกด้วย แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาโรค PCOS ให้หายขาด แพทย์ทำได้แค่รักษาตามอาการ หรือจ่ายยาคุมกำเนิด หรือยาปรับฮอร์โมนให้ผู้ป่วยเท่านั้น

4. รักแร้
สาว ๆ ที่ไม่กล้าใส่เสื้อแขนกุด
เพราะว่าผิวหนังใต้วงแขนทั้งหยาบและมีสีคล้ำเกินกว่าจะอวดสายตาใครต่อใครได้
ก็ควรต้องใส่ใจกับปัญหาความสวยความงามเหล่านี้ด้วย
เนื่องจากนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ร่างกายร้องเตือนว่า
คุณมีระดับอินซูลินในเลือดสูงจนเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานได้
ซึ่งอินซูลินส่วนเกินในเลือดเหล่านี้จะไปส่งเสริมเม็ดสีเมลานินภายในเซลล์ให้เจริญเติบโต
จนส่งผลให้ผิวหนังใต้วงแขนของคุณหยาบกร้านและมีสีคล้ำเข้ม
โดยการป้องกันในเบื้องต้นก็อาจจะไปตรวจสุขภาพประจำปี
เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดและความสุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ยิ่งต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด
หรือคนที่อายุน้อยกว่า 45 แต่มีปัญหาน้ำหนักเกิน
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
และมีปัญหาผิวใต้วงแขนดำคล้ำผิดปกติก็ควรต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่นกัน

5. เปลือกตา
ถ้าเวลาแต่งหน้า โดยเฉพาะเวลาตกแต่งดวงตาด้วยอายไลเนอร์ หรืออายแชโดว์และพบว่า บริเวณผิวเปลือกตาของคุณมีตุ่มเนื้อเล็กๆ เกิดขึ้น นั่นก็แสดงว่าร่างกายของคุณมีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลสูงถึง 300 ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว เพราะโดยปกติแล้วร่างกายควรจะมีระดับคอเลสเตอรอลแค่ 200 จึงจะโล่งใจได้ว่าจะปลอดจากโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ที่เป็นสาเหตุหลักๆ ของโรคหัวใจดังนั้น เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วก็ควรรีบไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลโดยด่วน ไปให้หมอเช็กระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดสักนิดถ้าหากว่ามีไขมันและคอเลสเตอรอลเกินกว่าที่ควร แพทย์จะได้แนะนำวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เช่น เลี่ยงรับประทานอาหารประเภททอดๆ มันๆ แล้วมาเน้นทานผักและผลไม้ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายให้มากขึ้นไม่น่าเชื่อว่าอาการผิดปกติที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นเพียงแค่เรื่องความสวยความงามเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณบ่งบอกโรคภัยไข้เจ็บที่ค่อนข้างร้ายแรงอยู่พอสมควรได้เช่นกัน แต่ในเมื่อได้รู้อย่างนี้ก็ดีไปอย่างนะคะ จะได้สำรวจตัวเองและไหวตัวทัน เพราะไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไร ถ้าค้นพบและได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็มีโอกาสหายขาด กลับมาเป็นปกติได้มากขึ้นนะจ๊ะ
4
สิ่งเหล่านี้...อาจไม่ดีต่อจุดซ่อนเร้นสาว ๆ นะจ๊ะ

4 สิ่งนี้…หยุดเถอะนะ หนูขอร้อง (Lisa)
บางทีสิ่งเหล่านี้ที่เข้าใจกันว่าจะช่วยดูแลจุดบอบบางของสาว ๆ
อาจจะไม่ได้ดีต่อสุขภาพของคุณผู้หญิงก็เป็นได้ โดยเฉพาะกับจุดซ่อนเร้นของสาว ๆ
ที่ต้องดูแลให้ดีสุด ๆ
1. น้ำยาอนามัย
สาว ๆ รักสะอาด ที่ซื้อหาน้ำยาเฉพาะจุดซ่อนเร้นมาใช้
อาจกลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากน้ำยาพวกนี้ยังไม่มีการทดลองที่มากพอจะเชื่อได้ว่ามีประโยชน์จริง
ทั้งยังมีการแต่งสี แต่งกลิ่น
และมีค่าความเป็นกรด-ด่างที่อาจทำให้สมดุลเปลี่ยนแปลงไปได้
คุณควร : ใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดา
หรือสบู่เด็กล้างแค่ภายนอกก็พอ อย่าล้วงเข้าไปล้างภายในเด็ดขาด
2. แผ่นอนามัย
ชื่อฟังดูดี แต่ถ้าใส่เจ้าผ้าอนามัยขนาดมินินี้ทุกวัน
เชื้อราทั้งหลายคงจะเริงร่านักเชียว เพราะแม้จะเป็นแค่แผ่นบาง ๆ แต่ระบบระบายอากาศของมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก
น้องหนูของคุณจะอับชื้นมาก ๆ
คุณควร :
ใส่ผ้าอนามัยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อาจใช้แผ่นอนามัยในวันท้าย ๆ
ของการมีประจำเดือนแค่ 2-3 วันก็พอแล้ว

3. ชุดชั้นในเก่ากึ้ก
ชุดชั้นในเป็นสิ่งที่อยู่แนบกับน้องหนูของคุณทั้งวันทั้งคืน ฉะนั้น
เรื่องความสะอาดจึงเป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด
คุณควร :
ซักและผึ่งแดดให้แห้งสนิท และยังควรเปลี่ยนบ่อย ๆ ด้วยเพื่อลดการเกิดเชื้อรา
4. ยาปฏิชีวนะ
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คุณผู้หญิงก็ไม่ควรกินยากลุ่มนี้ เพราะฤทธิ์ยานอกจากจะปราบพวกแบคทีเรียตัวร้ายแล้ว
แบคทีเรียตัวดี ๆ ที่อยู่ในช่องคลอดมันก็ไม่เว้นเหมือนกัน
คุณควร : ปรึกษาแพทย์ก่อน
และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

