LATEST MOVIE :

WWW.MOVIEBOOK5000YEARS.COM

-

วิธีทำให้หน้าอกสวย เสริมเสน่ห์ความสวย ให้คุณเซ็กซี่น่ามอง

 วิธีทำให้หน้าอกสวย รวมเคล็ดลับเด็ด ๆ ในการเปลี่ยนหน้าอกให้สวยอวบอิ่ม เสริมสรีระสุดเซ็กซี่และความมั่นใจให้กับตัวคุณได้มากขึ้นอีกหลายเท่า งานนี้ลืมเต้าคู่เก่าไปเลย...!!           สำหรับสาว ๆ คนไหนที่กำลังหาข้อมูลการดูแลผิวพรรณหรือสัดส่วนบริเวณหน้าอกเป็นพิเศษ ประมาณว่าอยากเพิ่มความสวยและความเซ็กซี่ให้หน้าอกดูดี แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน หรือดูแลหน้าอกด้วยวิธีไหนบ้าง กระปุกดอทคอมขอนำสารพัดเทคนิคโดน ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอกสวยอวบอิ่มมั่นใจถึงขีดสุด ว่าแต่จะมีวิธีไหนบ้าง ตามไปดูกัน...         บำรุงผิวบริเวณหน้าอกอยู่เสมอ เพราะผิวบริเวณหน้าอกเป็นผิวที่บอบบางและมักขาดความชุ่มชื้น ดังนั้นสาว ๆ จึงไม่ควรละเลยการดูแลผิวบนทรวงอก ด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ หรือครีมบำรุงสำหรับทรวงอกโดยเฉพาะ หรือครีมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน วิตามินอี และเรตินอล เพื่อให้หน้าอกกระชับ และเพิ่มความชุ่มชื้น ที่สำคัญหากสาว ๆ คนไหนใส่เสื้อผ้าโชว์เนินอกอย่าง เสื้อเกาะอก หรือบิกินี่ อย่าลืมทาครีมกันแดดด้วยนะคะ         นวดกระตุ้น เพื่อเป็นการเสริมความกระชับเต่งตึงให้ผิวบริเวณหน้าอกดูอวบอิ่มแบบมีน้ำมีนวล ให้ใช้วิธีการนวดกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ด้วยการใช้ปลายนิ้วทั้ง 4 นวดหมุนเบา ๆ เป็นวงกลมที่หน้าอก หรือใช้มือดัน,โกยหน้าอกขึ้น-ลงสลับกันประมาณ 15 ครั้งต่อ 1 ข้าง ทำติดต่อกันตั้งแต่ 1-2 เดือนขึ้นไป         เลือกใช้บราให้เหมาะสม เนื่องจากบรา หรือเสื้อชั้นใน คือ ไอเทมที่สาว ๆ ทุกคนต้องใส่ติดตัวและรองรับหน้าอกอยู่ตลอดทุกวัน จึงทำให้การเลือกใส่บราเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สาวอกสวยจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะไซส์และเนื้อผ้า ควรเลือกใส่ให้พอดี ไม่หลวม ไม่บีบคับหน้าอกและรอบตัวจนเกินไป ส่วนเนื้อผ้าควรเลือกเนื้อผ้าที่ค่อนข้างยืดหยุ่น และค่อนข้างระบายได้ดี เพื่อช่วยให้บรารองรับหน้าอกให้เป็นทรงสวยไม่ให้อกหย่อนคล้อยเสียรูปทรง         ฟิตอกให้เด้งดึ๋ง โดยการใช้การออกกำลังในท่าที่เน้นการบริหารหน้าอก เพื่อคืนความกระชับ และสร้างกล้ามเนื้อให้หน้าอกสวยดูดี ได้แก่ ยกดัมเบลตั้งแต่ 1-2 กิโลกรัม วิดพื้น โหนบาร์ เป็นต้น เพื่อช่วยปรับให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกดูยกกระชับไม่เหี่ยวง่าย         นอนให้ถูกท่า เพื่อหน้าอกสวย หลายคนเห็นอย่างนี้แล้วอาจสงสัยว่า การนอนเกี่ยวกับเรื่องการดูแลหน้าอกอย่างไร อันที่จริงแล้วการนอนส่งผลโดยตรงกับหน้าอกไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะท่านอนคว่ำกับพื้นแข็งเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นตอนนอนหลับ หรือนอนเล่นก็ตาม สาว ๆ ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการทำให้หน้าอกบิดเบี้ยวผิดรูปทรง สำหรับท่านอนที่ดีและเหมาะสมที่สุด คือ ท่านอนตะแคงโดยมีหมอนหรือเบาะนิ่ม ๆ บาง ๆ รองใต้อก           จริง ๆ แล้วการดูแลหน้าอกสำหรับผู้หญิง ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวที่สาว ๆ สามารถทำได้เองทุกวัน เอาเป็นว่าใครอยากหน้าอกไว้อวดความเซ็กซี่ให้คนอื่นได้อิจฉาเล่น ๆ อย่าลืมทำตามวิธีที่เราแนะนำอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

 สไตล์เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้บอกแค่บุคลิกของผู้หญิงอย่างเดียวแล้วล่ะค่ะ เพราะมีผลวิจัยเผยว่า การเลือกเสื้อผ้ามาใส่ในแต่ละวันของสาว ๆ สื่อถึงอารมณ์ลึก ๆ ที่กำลังรู้สึกได้อีกด้วย           กลายเป็นประเด็นที่น่าจะช็อกสาว ๆ พอสมควรเลยทีเดียว เมื่อเว็บไซต์  เผยผลวิจัยที่ว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เลือกสวมกางเกงยีนส์ ร้อยละ 50 มักจะแอบซ่อนอารมณ์ซึมเศร้าลึก ๆ ไว้ข้างใน แถมยังแสดงให้เห็นด้วยว่า เสื้อผ้าที่ผู้หญิงสวมใส่ ไม่ได้บ่งบอกสไตล์ที่ชอบของสาว ๆ เท่านั้น แต่ยังสื่อถึงอารมณ์ลึก ๆ ที่ผู้หญิงกำลังรู้สึกได้อีกต่างหาก           ผลวิจัยที่ว่าก็เป็นของนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ (University of Hertfordshire) โดยเขาได้ใช้แบบทดสอบทำการทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 100 คน ผลปรากฎว่า ผู้หญิงกว่า 50% มักจะเลือกสวมกางเกงยีนส์เวลาที่รู้สึกหดหู่ หรือซึมเศร้า ในขณะที่มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตอบว่า จะใส่กางเกงยีนส์เมื่อรู้สึกมีความสุข
          
          อีกทั้งผู้หญิงประมาณ 52% ยังมีความเห็นตรงกันว่าจะเลือกเสื้อตัวโคร่ง ๆ หลวม ๆ มาใส่เมื่อรู้สึกหดหู่ หรือกดดัน ขณะที่สาว ๆ อีก 2% จะใส่เสื้อตัวโคร่งเมื่อมีความสุข นอกจากนี้ สาว ๆ 62% บอกว่าเมื่อรู้สึกดี จะหยิบเดรสสวย ๆ มาสวมใส่ในวันนั้น แต่คนอีก 6% บอกว่าจะสวมใส่เดรสเมื่อรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง           อย่างไรก็ตาม นอกจากเสื้อผ้าแล้ว สาว ๆ ที่รู้สึกมีความสุขมักจะเลือกสวมหมวกเป็นพรอพ แต่ถ้าพวกเธอเศร้า หมวกจะไม่ได้รับความสนใจจากเหล่าสาว ๆ เลย นอกจากนี้ 31% ของกลุ่มทดลองยังเพิ่มเติมมาว่า หากเธอรู้สึกแฮปปี้เมื่อไร รองเท้าคู่โปรดจะเป็นสิ่งแรกที่เธอหยิบมาสวมใส่ แต่อีก 6% เลือกใส่รองเท้าคู่โปรดในวันที่รู้สึกซึมเศร้าแทนซะอย่างนั้น           ทั้งนี้ นักจิตวิทยาอธิบายผลการวิจัยเพิ่มเติมไว้ว่า ผู้หญิงที่รู้สึกเป็นสุข มักจะมีอารณ์อยากแต่งตัวสวย พวกเธอจึงเลือกเดรสตัดเย็บอย่างดี และเสื้อผ้าพร้อมเครื่องประดับที่ใส่แล้วจะดูดีที่สุดมาใส่เพิ่มความมั่นใจในวันนั้น ๆ แต่ในมุมของผู้หญิงที่มีความเศร้าและกำลังรู้สึกหดหู่กับบางเรื่อง เธอจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเครื่องแต่งกายสักเท่าไร ดังนั้นกางเกงยีนส์และเสื้อตัวโคร่ง ๆ หลวม ๆ จึงถูกเลือกมาสวมอย่างที่คนใส่เองก็ไม่ได้กังวลถึงรูปลักษณ์ของตัวเองเมื่ออยู่ในยีนส์และเสื้อตัวหลวม ๆ มากนัก
          ที่เป็นเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะว่า กางเกงยีนส์ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วจะออกมาสวยเป๊ะกันทุกคน กางเกงยีนส์จึงเป็นตัวเลือกของผู้หญิงที่ไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งตัว หรือทำให้ตัวเองดูดีที่สุดนั่นเองนะคะ
เทรนด์รูปร่างชวนฝัน (ร้าย) (Lisa)           ส่องกระจกทีไรก็ไม่เคยพอใจในรูปร่างตัวเอง ยิ่งสมัยนี้มีเทคโนโลยีและสูตรไดเอ็ตมากมายให้ทดลอง เพื่อปลายทาง คือการเป็นสาวหุ่นดีมีของ แต่งานนี้ขอให้หยุดคิดก่อน สักนิดว่าผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นใช่แล้วแน่หรือ           เพราะความงามของรูปร่างผู้หญิงแต่ละยุคนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ดูอย่างรูปปั้นกรีกนั่นสิ ไม่มีสาวใดที่ไร้พุง เพราะหุ่นอวบออกอ้วนคือความเซ็กซี่ในสมัยนั้น พอมาถึงรุ่นย่ารุ่นแม่ของเรา ความมีน้ำมีนวลเจ้าเนื้อนิด ๆ เอาคอดสะโพกผายแบบนาฬิกาทราย ใครเห็นก็อยากได้ไปเป็นลูกสะใภ้ อ๊ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สาว ๆ สมัยนี้กลายเป็นอยากผอมบาง โดยมีสื่อและดารานางแบบเป็นไอดอลหุ่นในฝัน           อย่างไรก็ตาม ในวงการแสงสีเองบางทีก็มีสองมาตรฐาน แองเจสิน่า โจลี่ ถูกมองว่าผอมไปขณะที่ เมแกน ฟอกซ์ ต้องลดหุ่น อย่างนี้แล้วเราจะเอาอะไรเป็นไม้บรรทัดวัดความหุ่นดีกันดีล่ะ ใส่ชุดอะไรก็สวยงั้นหรือ ผิดแล้วล่ะ เพราะนั่นก็เป็นหนึ่งในเทรนด์รูปร่างที่ไม่ชอบมาพากล เช่นเดียวกับอีก 5 เทรนด์น่าขยาดดังต่อไปนี้         1. Thigh Gap ขอมีช่องว่างหว่างขา           ปลายปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ปกครองและนักจิตวิทยาออกมาเตือนวัยรุ่นและสาว ๆ ลัทธิคลั่งผอมหรือ Thinspiradtion เมื่อมีเทรนด์ Thigh Gap เกิดขึ้น สาว ๆ ต่างโพสต์ภาพยืนเท้าชิดอวดช่องว่างระหว่างต้นขากันให้ว่อนโซเชียลมีเดียว่า นี่คือเทรนด์รูปร่างใหม่ของสาวหุ่นดี โดยคาดว่ามีนางแบบบนรันเวย์ของแบรนด์ชุดชั้นใน Victoria's Secret เป็นแรงบันดาลใจ           อันที่จริงกระแสนี้มีมาตั้งแต่ยุค '70s ซึ่งเรียกกันว่า ขาทรงเกือกม้า พร้อมคำอธิบายว่าเกิดจากยีน ไม่ใช่เพราะอดอาหารจนผอม หรือโหมออกกำลังเอาเป็นเอาตายอย่างที่สาวสมัยนี้เข้าใจกัน ที่สำคัญไม่ใช่ทุกคนจะมีช่องว่างระหว่างต้นขาได้ เพราะอย่างที่บอก มันเป็นเรื่องของยีนและโครงสร้างกระดูกของใครของมัน ดังที่ Constance Kelly เทรนเนอร์และผู้บริหารยิม Body of Work ในเมือง Pelham รัฐนิวยอร์ก บอกถึงปัจจัยที่จะทำให้มีช่องต้นขาว่า "ขึ้นอยู่กับประเภทรูปร่าง ยีน และ DNA" แปลว่าคุณต้องผอมมาก และมีสะโพกที่ผายออกมากจึงจะมีขาแบบนี้ได้           ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่และแพทย์เป็นกังวลกันมากคือ ยิ่งใช้โซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ สาว ๆ ก็ยิ่งไหลไปตามกระแสนี้ได้มากเท่านั้น นำไปสู่การอดอาหาร หรือยืดภาพลักษณ์ความงามที่ผิดเพี้ยนไป และทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้
 เครดิต :  Instagram welovebikinibridges        2. Bikini Bridge สะพานข้ามเนินน้อย           เทรนด์คลั่งผอมใหม่ที่ตามมาตอนนี้ นั่นคือการโพสต์ภาพตัวเองนอนหงายใส่บิกินี เน้นให้เห็นช่องโหว่ระหว่างขอบกางเกงบิกินีกับกระดูกเชิงกรานทั้งสองข้าง ซึ่งว่ากันว่าเป็นเทรนด์ที่เกิดจากการสร้างกระแสโดยชาวออสเตรเลียกลุ่มหนึ่ง ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียหลอกว่าเป็นภาพของเซเลบในชุดบิกินีและมีช่องโหว่ ดังกล่าว รวมทั้งสร้างกระแสต่อต้านเทรนด์ที่ว่าด้วย แล้วพวกเขาก็ทำสำเร็จ Tumblrs และ Instagram มีภาพ Bikini Bridge ว่อน เช่นเดียวกับการฮิตแท็กคำนี้ในโลก Twitter ด้วย           หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Tribune พูดติดตลกถึงเทรนด์นี้ว่า บางทีเราก็โดนหลอกด้วยภาพได้ง่าย ๆ การมีช่องโหว่บิกินีนั้นอาจเพราะใส่บิกินีตัหลวมหรือเอวย้าย ทั้งนี้ทั้งนั้น Louise Adoms นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการกินและรูปลักษณ์ ให้สัมภาษณ์เสริมว่า "ไซเชียลมีเดียทำให้ผู้หญิงแข่งกันเอง โดยเฉพาะมีผลอย่างมากต่อวัยรุ่นผู้หญิง และแน่นอนคนที่เล่นมีเดียเหล่านั้นเป็นประจำ น่าสังเกตว่าคนยุคนี้โตมากับสื่อประเภทนี้และมีจำนวนผู้ป่วยด้านพฤติกรรมการกินเพิ่มเป็นสองเท่าด้วย"        3. 0 Size ความจริงของสาวไซส์ศูนย์           รูปร่างผอมบางขนาดยัดตัวลงเสื้อผ้าไซส์เล็กสุดได้เป็นอีกความใฝ่ฝันของผู้หญิงยุคนี้ ภายใต้ความจริงอันโหดร้ายว่ามีแต่นางแบบหุ่นโครงกระดูกเท่านั้นที่ทำได้ และเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ว่าดีไซเนอร์ตั้งใจออกแบบให้เสื้อผ้าไซส์เล็กที่สุดดังค่าใช้การของ Kirstie Clements อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Vogue ฉบับออสเตรเลีย ที่ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่านางแบบที่เธอเคยร่วมงานด้วยคนหนึ่งมีแผลเป็นและรอยช้ำที่หัวเช่าเยอะมาก เพราะเธอเป็นลมบ่อยเนื่องจากไม่กินอะไรเลย แถมเธอยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเป็นลมทุกวันและวันละมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย           นอกจากนี้ เสื้อผ้าของห้องเสื้อชั้นสูงต่างออกแบบโดยมีรูปร่างของนางแบบโครงกระดูกเหล่านี้เป็นหุ่นให้ เพราะเมื่อเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ผู้ที่จะใส่โชว์บนรันเวย์คือนางแบบเหล่านี้ และที่สำคัญดีไซเนอร์ต้องการให้ชุดของคนดูทิ้งตัวลงเมื่อสวมใส่ จึงต้องอาศัยรูปร่างที่ผอมบางจึงจะได้ลุคนั้น และเมื่อชุดบนตัวนางแบบได้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างนิตยสารแฟชั่น นิยามความงามของคำว่าหุ่นดีจึงผิดเพี้ยนเป็นรูปร่างผอมบางเหมือนโรงกระดูกเดินได้นั่นเอง           อดีตบรรณาธิการยังบอกด้วยว่า การอดอาหารของนางแบบเหล่านี้ทำให้พวกเธออารมณ์แปรปรวน อ่อนเปลี้ย บางครั้งก็ทำร้ายตัวเอง ทั้งหมดก็เพื่อให้คงรูปร่างไซส์ 0 ไว้ทำงานอาชีพนี้ต่อไป
4. XL Breast เทรนด์อกฟูยังไม่ไปไหน           หน้าอกใหญ่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความเซ็กซี่ ในความรู้สึกของมนุษย์เพศผู้ และสำหรับผู้หญิงที่ต้องการดึงดูดความสนใจจากผู้ชายก็มักสร้างจุดขายกันแต่เรื่องหน้าอก แถมนับวันยังพยายามทำให้ใหญ่กันขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยมีดหมอและเทคโนโลยีอัพไซส์ต่าง ๆ รวมไปถึงครีมโลชั่นเพิ่มความเต่งตึงที่ขายกันโจ๋งครึ่มทางออนไลน์อีก แต่ระวังให้ดี อะไรที่ไม่ธรรมชาติก็มีผลข้างเคีองเสมอ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะหากวิธีการนั้นไม่ได้รับการรับของทางการแพทย์ดูอย่างกรณีดาราหนังโป๊ Elizabeth Starr ที่เธอผ่านการอัพมากกว่า 60 ครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอต้องเลือกระหว่างการผ่าตัดเอามันออกและจบอาชีพดาวยั่ว หรือจะโลดเล่นในวงการต่อและจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร           การเสริมหน้าอกของเธอเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1999 ด้วยวิธีการที่เรียกว่า "การปลูกถ่ายหน้าอกด้วยโพลีโพรไพลีน" (Polypropylene String Breast lmpiants) ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายห้ามเสริมขนาดหน้าอกด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว เพราะวิธีนี้ทำให้หน้าอกดูดซับของเหลวไว้ตลอดและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และตอนนี้มันทำให้เกิดก้อนเลือดอุดตันที่อาจทำให้เอลิชาเบธ เสียชีวิตได้หากไม่ผ่าตัดลดขนาดหน้าอกลงดังเดิม         5. Fake Hip ก้นเด้ง สะโพกโต           เทรนด์การฉีดไขมันบริเวณก้นให้เด้งดิ้งกำลังฮิตมากในแวดวงไอดอลสาวเกาหลีอย่างเกิร์ลแบนด์ตัวแม่ Girls Generction Girls Day และ F(x) เพราะแน่นอนว่าเวลาก้นแบนใส่อะไรก็ไม่สวย หากใส่กางเกงรัดรูปแล้วมีก้นเด้งขึ้นมาจะยิงดูเซ็กซี่รับกับสะโพกและเอว อีกทั้งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับศิลปินหญิงวัยรุ่นที่ต่างเน้นท่าเต้นอวดเรียวขาและบั้นท้ายจนอาจเรียกว่าเป็นจุดขายสำคัญของเหล่าศิลปินหญิงล้วนของเกาหลีไปแล้วอย่าง Sistar ที่โด่งดังเป็นพลุแตกขึ้นมานั้นผู้กำกับของทีมบันทึกภาพคอนเสิร์ต 2012 DMZ Peace Concert ถึงกับเขียนไว้ในสคริปต์ของรายการว่าให้กล้องเน้นถ่ายเจาะก้นศิลปินหญิงกลุ่มนี้จนกลายเป็นข่าวมาแล้ว           อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคนิคอื่นอีกนอกจากการฉีดไขมัน เช่น ผ่าตัดเสริมซิลิโคน ร้อยไหมยกกระชับ ฉีดฟิลเลอร์ และฉีดไขมันผสมสเตมเซลล์ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ที่ไม่แนะนำเลยคือการฉีดฟิลเลอร์ที่เมืองไทยยังมีปัญหาไม่ผ่านอย. หรือถึงจะผ่านแต่ในทางปฏิบัติก็ไม่เหมาะสม เพราะต้องใช้ยาในปริมาณมากที่มักขายก้นในตลาดมืดแล้วแอบฉีดกันเองจนเกิดปัญหาเป็นอันตรายถึงชีวิต
6. Victorian Shape เอวกิ่ว สะโพกผาย           เอวคอด สะโพก (ก็ดู) ผาย หุ่นดั่งนาฬิกาทราย เป็นรูปร่างที่ดูเย้ายวน พบเห็นได้ทั่วไปในสมัยวิกตอเรียน ที่หญิงสาวต่างใส่คอร์เช็ทรัดกระชับรูปร่างตั้งแต่หน้าอกลงถึงต้นขาจนแทบหายใจไม่ออก แต่พวกเธอก็ยอมเพื่อให้สัดส่วนดูสวยงาม หน้าอกยกเนินดูอวบอิ่ม และเอวคอดกิ่วได้รูป ซึ่งความนิยมนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน และคาดว่ากำลังจะกลับมาฮิตอีกครั้ง เมื่อนักร้องสาวคนดัง เคที เพร์รี" ใส่คอร์เซ็ทสีแดงกับรองเท้าบู๊ตสีดำและถุงน่องถ่ายโฆษณาน้ำหอมของตนเองในชื่อรุ่นว่า "Killer Queen"
      
          นอกจากนี้ก็มีตัวอย่างข่าวสาวเอวเล็กเท่ามดเพราะใส่คอร์เซ็ทตลอดทั้งวันทั้งคืนออกมาให้ฮือฮากันเป็นระยะ เช่น เมื่อสองปีก่อนกับข่าวสาว Nerina Orton วัย 23 ปี จากเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เจ้าของรอบเอวขนาดเพียง 15.7 นิ้ว ที่เธอเริ่มใส่คอร์เซ็ทครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี และใส่นานถึงวันละ 23 ชั่วโมง แม้กระทั่งเวลานอน (ถอดออกตอนอาบน้ำเท่านั้น) และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว Michele Kobke สาวเยอรมันวัย 24 ปี เคยมีรอบเอว 25 นิ้ว แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 16 นิ้ว หลังจากเธอสวมชุดรัดทรงทุกวันเป็นเวลา 3 ปี ไม่เว้นแม้ตอนนอน และถึงแม้ตอนนี้เธอจะมีเอวที่เล็กกว่านางแบบแต่ก็ยังหวังที่จะทำให้เล็กลงจนถึง 14 นิ้ว           เนริน่ายืนยันว่าการใส่คอร์เซ็ทไม่ได้ส่งผลเสียใด ๆ กับร่างกายเธอ นอกจากอาการวิงเวียนศีรษะในบางครั้ง แต่ทั้งนี้ก็พบว่าซี่โครงของเธอเล็กลงและอวัยวะภายในเคลื่อนที่จากที่เดิมไปบ้าง           WHAT THE PRO SAYS           "หมอคิดว่าด้วยความที่โซเชียลมีเดียมันทำให้เราเข้าถึงเทรนด์ด้านรูปร่างปัจจุบัน บวกกับที่เราก็อยากใส่เสื้อผ้าให้ดูดี เทรนด์แฟชั่นก็มักจะเน้นให้เห็นรูปร่างกันมากขึ้น           เทคโนโลยีเปลี่ยนรูปร่างเราได้ แต่ไม่ถึงกับ 100% บางเรื่องอาจจะทำได้ บางเรื่องก็ทำไม่ได้ เช่น ขนาดตัว XL แต่อยากลดเหลือไซส์ M หรือ S ที่ทำไม่ได้ เพราะคนไข้ต้องเริ่มจากลดน้ำหนักให้ได้ใกล้เคียงก่อน หมอเคยเจอคนอยากจะเพิ่มหน้าอกตัวเองให้ใหญ่มากโดยไม่เข้ากับรูปร่างตัวเองเพราะเขาตัวเล็ก บางเคสหน้าอกคัพซี โดยธรรมชาติแล้วแต่อยากมีคัพดีหรืออี ทั้งที่รูปร่างเดิมก็สมส่วนดีอยู่แล้ว ถ้าเราไม่พอใจรูปร่างตัวเอง เราอาจแก้ไขบางส่วนได้ แต่อย่าถึงกับไปเปลี่ยนเพราะอยากเหมือนดารา และอะไรที่มากเกินไป อย่าลืมว่าเมื่อทำแล้วเราจะเอาของเดิมกลับมาไม่ได้
หมอมองว่าความงามคือความพอดี การปรับแต่งที่เหมาะสมคือการทำให้เราดูดีขึ้น หรือดูอ่อนเยาว์ลงในโครงสร้างเดิม อยากให้เราเริ่มจากเข้าใจในสรีระตัวเอง แต่หากต้องการแก้ไขจุดบกพร่อง ขอให้ลองวิธีธรรมชาติดูก่อน ถ้าได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจค่อยไปปรึกษาแพทย์ และไปพบหลาย ๆ ที่ และควรเลือกแพทย์เช่นกัน เช่น หมอกระเป๋าที่เราจะตรวจสอบได้ยากว่าเป็นหมอจริงหรือไม่ แต่เรื่องหนึ่งที่ควรระวังคืออะไรที่ราคาถูกเกินจริง ขอให้ระมัดระวัง ยิ่งการฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าอกหรือสะโพกนั้นเป็นอันตราย และยังไม่ได้รับอนุญาตจาก อย."
สยบปัญหา กลิ่นปากสุดสยอง (Lisa)
     
          ไม่ว่าคุณจะหุ่นเริ่ด หน้าเป๊ะแค่ไหน แต่ถ้าปากมีกลิ่นเมื่อไหร่ ความงามก็คงหายวับไปกับตาทันที แต่ทำไม้-ทำไมแปรงฟันจนมั่นใจว่าสะอาดทุกซี่ กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็ยังติดแน่นจนหมดความมั่นใจอยู่อีก
          บางคนอาจมองว่ากลิ่นปากเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่เจ็บไม่ปวดไม่ใช่โรคร้ายแรงต้องรีบรักษา แต่สำหรับคนที่มีปัญหานี้ Lisa เชื่อว่ากลิ่นปากไม่ใช่ปัญหาจิ๊บ ๆ แน่นอน           "นอกเหนือจากปัญหาทางกาย เช่น การอักเสบ ที่อาจเป็นต้นเหตุของกลิ่นแล้ว กลิ่นปากยังทำให้คุณบุคลิกภาพไม่ดี สูญเสียความมั่นใจ บางคนก็อาจมีภาวะเครียด" นพ. สรัลชัย เกียรติสุระยานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก กล่าว "และบางทีปัญหานี้ก็อาจส่งผลกระทบถึงหน้าที่การงาน แล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนใกล้ตัวได้ด้วย"ต้นตอของกลิ่นอันร้ายกาจ           สุขภาพของเหงือกและฟันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว "กลิ่นปากเป็นก๊าซเหม็นที่เกิดขึ้นในร่างกายและออกมาทางลมหายใจ ต้นตออาจจะมาจากปาก คอ หรือจมูกก็ได้ทั้งนั้น" คุณหมอสรัลชัยอธิบายว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่มักจะทำให้คุณมีกลิ่นปากก็คือ            ระบบช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ตลอดจนการอักเสบในช่องปากอื่น ๆ            ระบบโรคทางคอและจมูก เช่น ไซนัสอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ ลำคออักเสบ ทอนซิลอักเสบ และนิ่วในต่อมทอนซิล            ระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะท้องอืด โรคแผล เรื้อรังในกระเพาะอาหาร และโรคกรดไหลย้อน
แปรงฟันสะอาดแล้ว แต่กลิ่นยังอยู่           หากไปพบทันตแพทย์ตรวจรักษาจนแน่ใจว่าฟันของคุณแข็งแรงดีไม่มีซี่ไหนผุ และไม่มีอาการเหงือกอักเสบแล้ว แต่กลิ่นปากก็ยังไม่ยอมจากไป คุณคงต้องพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก ดูสักหน่อย คุณหมอชี้ว่า "หากไม่ได้มีสาเหตุมาจาก เหงือกและฟัน อาการกลิ่นปากเรื้อรังมักเกิดจากผู้ป่วยมีนิ่วในต่อมทอนซิล (Tonsil Stone) จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่านิ่วในต่อมทอนซิลพบได้ประมาณ 6% ของกลุ่มประชากรทั่วไป ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการทำสถิติออกมา แต่ถ้าประเมินคร่าว ๆ ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านคน"
นิ่วทอนซิล เม็ดเล็ก ๆ แต่กลิ่นแรงมาก           การจะตรวจพบนิ่วในต่อมทอนซิลนั้นบางครั้งต้องใช้เครื่องมือในการตรวจละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก แต่บางครั้งแค่คุณอ้าปากขึ้นมาก็อาจจะเห็นก้อนสีขาว ๆ เหลือง ๆ ที่ติดอยู่ตรงต่อมทอนซิลได้ชัดเจน ซึ่งนั่นไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นก้อนที่เกิดจากการหมักหมมของน้ำลายผสมกับเศษอาหาร เศษเนื้อตายของต่อมทอนซิล และแบคทีเรียที่ไม่ต้องการอากาศ ซึ่งเจ้าแบคทีเรียตัวนี้นี่แหละจะสร้างแก๊สไข่เน่าขึ้นมารอบ ๆ ก้อนนิ่ว พอลมหายใจผ่านก้อนนี้ออกมา กลิ่นก็เลยเหม็นคลุ้งไปหมดใคร ๆ ก็มีนิ่วทอนซิลได้ทั้งนั้น ?
          
          เหตุผลที่เดี๋ยวนี้มีคนเป็นนิ่วในต่อมทอนซิลมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการผ่าตัดต่อมทอนซิลเพื่อรักษาทอนซิลอักเสบน้อยลง ทำให้คนเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังกันมากขึ้น และเมื่อเกิดการอักเสบบ่อย ๆ ต่อมนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ โดยร่องรอบ ๆ ต่อมที่ปกติมีขนาดเล็ก ๆ เท่าเข็มหมุดจะขยายใหญ่ขึ้นจนคล้ายถุง ทำให้เศษอาหารและแบคทีเรียเข้าไปสะสมอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดที่ใช้ในการรักษาต่อมทอนซิลอักเสบยังทำให้น้ำลายในช่องปากน้อยลงอีกด้วย "แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมีนิ่ว ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นกับภูมิต้านทานของแต่ละคนด้วย" คุณหมออธิบายเพิ่มเติมต่อมทอนซิลซ่อมได้ ไม่ต้องตัดทิ้ง           เมื่อต้นตอเกิดจากการที่ต่อมทอนซิลเปลี่ยนสภาพไป หากจะกำจัดปัญหาให้หายขาดก็คงต้องผ่าตัด แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งไปอีกแล้ว           "ต่อมทอนซิลมีหน้าที่ดักเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และเปลือกเยื่อหุ้มรอบนอกของต่อมนี้ยังทำให้ผนังด้านข้างลำคอแข็งแรง ช่วยค้ำเพดานอ่อนและลิ้นไก่ หากผ่าตัดต่อมทอลซิลทิ้งไปทั้งหมดอาจจะทำให้นอนกรนและมีการหยุดหายใจขณะหลับตามมาได้"           "วิธีที่ดีและทันสมัยกว่าคือการรักษาด้วยเลเซอร์ โดยผู้ป่วยไม่ต้องตัดทั้งต่อมทอนซิลทิ้งไป แถมยังเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว และนอนค้างที่โรงพยาบาลเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น"
จะรักษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง           "ปัญหานี้ไม่ได้เหมือนไส้ติ่งอักเสบ หรือโรคอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องรีบรักษา ไม่อย่างนั้นจะเจ็บจะปวด หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต มันคล้ายกับพวกฟันผุ จะรักษาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณเอง ถ้าคุณรับได้และไม่คิดว่ากลิ่นเป็นปัญหากับชีวิตก็เป็นการตัดสินใจของคุณเอง" คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายอาการอย่างนี้น่าสงสัย !           คุณอาจจะมีนิ่วที่ต่อมทอนซิลซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นปากโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ลองสังเกตดูว่า คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่            ระคายคอ รู้สึกเหมือนมีเสมหะในลำคอต้องกระแอมบ่อย ๆ            ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง            ถ้าไปออกกำลังกายหนัก หรือพักผ่อนน้อยเมื่อไหร่ จะมีไข้รุม ๆ ไม่สบายตัว เจ็บคอนิดหน่อยตรงต่อมทอนซิล และอาจมีอาการอ่อนเพลียสุด ๆเช็กสิ ! คุณมีกลิ่นปากหรือเปล่า ?
         
           เชื่อหรือไม่ คนที่มีกลิ่นปากกว่าครึ่งไม่รู้ตัวว่าลมหายใจของตัวเองมีกลิ่น วิธีตรวจสอบคือ            วิธีที่เราใช้กันบ่อย ๆ หายใจเข้าให้เต็มที่ ใช้มือป้องปากและจมูกเอาไว้แล้วหายใจออกจากปาก จากนั้นสูดลมหายใจเข้าทางจมูก            บ้วนน้ำลายออกมาแล้วลองดมดู ปกติน้ำลายเป็นสารคัดหลั่งที่สะอาด ถ้ามีกลิ่นแสดงว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อโรค และอาจเป็นไปได้ว่าน้ำลายนั่นผ่านนิ่วที่ต่อมทอนซิลออกมา
Share this article :
 
SUPPORT : ទាញយក BLOGER | រៀនថេមផ្លេត | ទាញយកល្អៗ | ទាញយកល្អៗTEMPLATES | NAME | ទាញថេមផ្លេតតាមពេញចិត្ត
COPYRIGHT © 2011. MOVIEBOOKKK.COM--01/19/2015=You Have All Rights Reserved)
Created by Published by name
Created by Published by name